บทที่ 9 หาพื้นที่ตั้งร้าน
บทที่ 9
หาพื้นที่ตั้งร้าน
ผ่านมาสามวันหลังจากที่มาอยู่เมืองฉาง อี้ผิงคุยกับมารดาในเรื่องต่าง ๆ แล้วขอเงินมาลงทุนพันตำลึงทอง ซึ่งมารดานางก็เชื่อใจให้มา
เงินจำนวนนี้ถือว่ามาก คนธรรมดาทั่วไปหาทั้งปียังไม่ได้ อี้ผิงต้องใช้มันทำให้เงินของนางที่น้อยลงเรื่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นมามากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
นางขอพรก่อนจะมาที่นี่ว่าให้ตัวเองร่ำรวยมากอำนาจ
อี้ผิงเชื่อว่ายังไงนางก็ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ท่านตามองนางมาจากเบื้องบน อย่างไรท่านตาต้องช่วยนางแน่
“คุณหนู ถึงจวนเจ้าเมืองแล้วเจ้าค่ะ”
อี้ผิงลงจากรถม้าด้วยการช่วยเหลือของมี่ฮวาที่มาเป็นคนสนิทของตนเอง นางมาที่นี่กับเกาสุ่ยเพราะอย่างน้อยความเป็นผู้ใหญ่ของเกาสุ่ยจะทำให้งานเจรจาง่ายมากขึ้น
“ท่านลุงเกา ข้าพูดอะไรท่านเพียงตามน้ำนะเจ้าคะ”
“ขอรับคุณหนู”
อี้ผิงชอบคนสนิทคนนี้ของบิดามาก อีกฝ่ายเข้าใจอะไรง่าย รู้เยอะแต่ไม่ปากมาก เพียงมองแล้วเงียบ นอกจากว่าจะเกิดเรื่องอีกฝ่ายถึงตื่นตัว
“คุณหนูอี้ ท่านเจ้าเมืองรอที่ด้านในแล้วขอรับ”
อี้ผิงยิ้มรับ นางเดินเข้าไปด้านใน เมื่อครั้งก่อนที่มา นางอ้อนเจ้าเมืองไว้มาก อีกฝ่ายคือชายหนุ่มวัยกลางคนที่ยังอายุไม่มาก เพียงสามสิบสองเท่านั้น เป็นขุนนางน้ำดี ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง ไหนจะเป็นคนที่ฉลาดมองคนออกอีก
อี้ผิงเผยด้านที่นางกลายเป็นผู้ใหญ่ให้อีกฝ่ายได้เห็น มันคือสิ่งที่ทำให้เขาสนใจนางอย่างมาก มีเด็กแปดขวบที่ไหนฉลาดมากเท่าอี้ผิง ทั้งยังรู้ความอีก
“ท่านลุงซง”
เสียงสดใสของเด็กน้อยทำให้ซงหยวนที่กำลังอ่านรายงานเงยหน้าขึ้นมามอง เขายิ้มให้เด็กน้อยพลางลุกขึ้นแล้วไปอุ้มนางมาไว้แนบอก
เมื่อวานคนของเขาแจ้งว่าตระกูลอี้ที่ย้ายมาใหม่ต้องการตึกที่อยู่ใกล้สถานศึกษา เขาจึงให้คนของตนนัดเด็กน้อยมาเพราะอยากจะจัดการเรื่องนี้เอง
“เจ้ามาเร็วกว่าที่คิดนะอี้ผิง”
“ข้าคิดถึงท่านลุงเจ้าค่ะ เลยรีบออกจากจวน”
“ปากหวานจริง ๆ ไหน กินอะไรมาหรือยัง”
ซงหยวนรู้สึกถูกชะตากับเด็กน้อยอย่างประหลาด เพียงครั้งแรกที่สบตาเขาก็เหมือนตกหลุมรักเด็กหญิงตัวน้อย ๆ ที่ช่างพูดช่างจา รอยยิ้มที่ยิ้มออกมาก็สดใสน่ามอง นางและมารดามีนิสัยไม่เหมือนคนที่เขาเคยเจอมาก่อน ทำให้เขาชอบ
อี้ผิงหัวเราะชอบใจ
“ข้ากินข้าวมาแล้ว แต่ยังไม่ได้กินของหวานเจ้าค่ะ”
“กินของหวานมากไปเดี๋ยวอ้วนเอารู้หรือไม่ สุขภาพก็จะแย่ไปด้วย”
“ท่านลุงซงจะไม่ให้อี้ผิงกินหรือเจ้าคะ”
สายตาของอี้ผิงมีแววความเศร้าที่อดกินขนมอร่อย ๆ ทำให้ซงหยวนที่มองอยู่ใจแข็งได้ไม่นานก็ให้ข้ารับใช้ยกขนมเข้ามามากกว่าห้าอย่าง แต่ละอย่างล้วนน่ากินทั้งสิ้น
“กินให้อิ่มแล้วลุงจะพาเจ้าไปดูตึกที่ว่า”
“ท่านลุงซงว่างหรือ หากติดงาน ให้คนพาข้าไปก็ได้เจ้าค่ะ ข้าไม่อยากให้ท่านลุงมาลำบาก เสียเวลากับข้ามาก”
ซงหยวนลูบหัวเด็กน้อยที่เขาอุ้มนางไปนั่งบนเก้าอี้
“วันนี้ลุงมีเวลาเหลือมากมาย ว่างพาอี้ผิงเที่ยวเล่นได้ทั้งวันด้วยซ้ำ”
“ดีจังเลยเจ้าค่ะ อี้ผิงอยากให้ท่านลุงซงไปด้วย”
การมาที่ย่านสำนักศึกษาวันนี้ อี้ผิงนั่งรถม้าจวนเจ้าเมือง เมื่อลงจากรถม้านางจึงได้รับความสนใจจากผู้คนรอบ ๆ หลายคนมองมาด้วยความสงสัยว่าเจ้าเมืองพาเด็กที่ไหนมาเดินเล่น
อี้ผิงยิ้มรับทุกสายตา นางมองไปรอบด้านเพื่อดูว่าเวลาสายของวันคนเดินมากน้อย แต่เพราะมันติดสำนักศึกษาทำให้คนยังมาก มีทั้งคุณหนูคุณชาย เหล่าข้ารับใช้ ข้ารับใช้ในสำนักศึกษา เรียกว่าเป็นย่านที่คนไม่บางตาเลย
ท่านลุงซงหยวนบอกว่าเขามีตึกที่ซื้อไว้หลังหนึ่งอยู่ในย่านนี้ หากอี้ผิงสนใจ อีกฝ่ายยินดีปล่อยเช่าให้ในระยะยาว เพราะถ้าเป็นตึกอื่นคงไม่ว่างแล้ว
ด้วยความที่คนมากจึงมีหลายคนจับจองเป็นเจ้าของทำการค้าขาย ราคานี้ก็ไม่ถูกเลย ออกจะแพงมากกว่าจวนบางหลังที่มีขนาดใหญ่
อี้ผิงมีเงินจำนวนจำกัด การซื้อที่ตั้งแต่แรกคงจะยากเพราะนางจะติดขัดเกินไป จึงต้องอาศัยการเช่าพื้นที่ก่อนในปีแรกหรือสามเดือนแรก ถ้ามันไปได้ดี คืนทุนเร็ว อี้ผิงคิดว่านางจะขอซื้อตึกต่อจากซงหยวน
ส่วนกิจการร้านขายผักผลไม้ คิดว่าคงต้องรอสวนผักพร้อมจึงเริ่มลงมือ
“ท่านลุงซง ตึกที่ว่าอยู่ทางไหนหรือเจ้าคะ”
อี้ผิงถามด้วยใบหน้าสงสัยมองไปมา
ไหนตึกแต่ละที่มีเจ้าของหมดแล้ว แต่ท่านลุงบอกว่าแถวนี้ แล้วมันตรงไหนกัน
ซงหยวนยิ้มให้เด็กน้อยที่เขาจูงมือ พร้อมกับนั่งลงไปให้เสมอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อี้ผิง เจ้าเห็นตึกนั้นหรือไม่”
อี้ผิงมองตามนิ้วมือที่ชี้ไปก่อนจะพบตึกขนาดกลางที่มีการตกแต่งภายนอกสวยงามแต่มันปิดหน้าร้านเอาไว้ เหมือนเปิดแต่ไม่เปิด ทั้งยังอยู่ห่างจากประตูสำนักศึกษาเพียงยี่สิบก้าว มีสามชั้น ทำเลถือว่าเป็นทำเลทองในการหาเงิน
“ลุงเคยเปิดร้านผ้าแต่เพราะว่าลุงไม่ถนัดทำการค้ามากนักจึงไม่มีผลตอบแทน เพิ่งจะปิดไปเมื่อสามเดือนก่อน หากเจ้าสนใจ ลุงจะปล่อยให้เจ้าเช่าต่อทำร้านน้ำชาอย่างที่เจ้าตั้งใจ แต่ลุงอยากจะบอกเจ้าสักอย่าง ที่นี่ร้านน้ำชาเยอะมาก การจะแย่งลูกค้ามาได้ต้องใช้ความอดทน ชาต้องดี ขนมต้องอร่อย เจ้าต้องตั้งใจให้มาก”
อี้ผิงเข้าใจความเป็นห่วงข้อนี้ดี นางเป็นเด็กอายุแปดขวบจะทำการค้ามันดูจะเป็นไปได้ยากเพราะความที่ยังเด็กมาก ๆ
“ท่านลุงซงมั่นใจในตัวข้าได้ ข้าไร้ประสบการณ์ก็จริง แต่ข้าอ่านและศึกษาตำรามานาน จึงตั้งใจจะลองผิดลองถูก การที่เราไม่ลงมือ เราจะไม่รู้ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่ท่านแม่อนุญาตให้ข้าลองในสิ่งที่ข้าสนใจ”
“มารดาเจ้าดีมาก รู้หรือไม่ มีไม่กี่คนที่ตามใจบุตรเช่นนี้ เงินในการลงทุนไม่ใช่น้อยเลย จึงไม่มีคนกล้าเสี่ยง แต่เจ้ากับมารดาล้วนพร้อมจะเสี่ยง”
อี้ผิงไม่ได้ปฏิเสธ เพราะที่ทำอยู่มันคือความเสี่ยงจริง ๆ นางกำลังก้าวอยู่บนความเสี่ยงเรื่องการเงิน การที่นางพลาดคงทำให้จวนอี้ถึงกับไปไม่เป็น
“ข้าจะทำสุดความสามารถเจ้าค่ะ”
“ดีแล้ว ลุงจะช่วย ไปดูร้านกันเถอะ”
อี้ผิงเดินตามการจับจูงของซงหยวนไปทางร้านที่ปิดสนิท รั้วของร้านเป็นงานไม้ ถือว่าประณีตอย่างมาก มีการตกแต่งด้วยต้นไม้งดงาม ด้านหน้ามีพื้นที่หน้าร้านที่ดี เป็นสวนขนาดเล็ก
เดินเข้าไปจนถึงหน้าประตูไม้ที่ปิดสนิท ซงหยวนปล่อยมืออี้ผิงเดินไปไขกุญแจเปิดให้เห็นด้านในร้าน
ด้านในคือพื้นที่โล่งเพราะเก็บของออกจนหมดแล้ว มีชั้นวางของห้าหกชั้นติดกับผนัง ถือว่าทำร้านได้ง่าย ๆ อี้ผิงเดินสำรวจทุกอย่างด้วยความตื่นเต้น นางพอใจมาก เพียงชั้นแรกนางก็รู้สึกถูกชะตา
“ขึ้นไปดูด้านบนสิ”
ซงหยวนพูดเสียงอ่อนโยน มองร่างเล็กเดินขึ้นชั้นบนด้วยขาสั้นป้อมที่แต่ละก้าวถึงจะลำบากแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ
